Tri91 39+ขุททกนิกาย+ขุททกปาฐะ+เล่ม+๑+ภาค+๑

Description
1. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 1…

Please download to get full document.

View again

of 361
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 0 | Pages: 361

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 1 พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลมที่ ๑ขอนอบนอมแดพระผูมพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาพระองคนั้น ี สรณคมนในขุททกปาฐะ วาดวยการถึงพระรัตนตรัย [๑] ขาพเจาถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ขาพเจาถึง พระธรรมเปนสรณะ ขาพเจาถึงพระสงฆเปนสรณะ. แมครั้งที่ ๒ ขาพเจาถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ แมครังที่ ๒ ขาพเจาถึงพระธรรมเปนสรณะ แมครั้งที่ ้ ๒ ขาพเจาถึงพระสงฆเปนสรณะ. แมครั้งที่๓ ขาพเจาถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ แมครังที่ ๓ ขาพเจาถึงพระธรรมเปนสรณะ แมครั้ง ้ ที่ ๒ ขาพเจาถึงพระสงฆเปนสรณะ. จบสรณคมน
  • 2. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 2 ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาพระองคนน  ั้ คําปรารภพระคัมภีร นิเทศนี้วา ขาพเจาถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ขาพเจาถึงพระธรรมเปนสรณะ ขาพเจาถึงพระสงฆเปนสรณะ แมวาระที่ ๒ ที่ ๓ ก็เหมือนกัน เปนนิเทศอธิบายเรื่องการถึงพระสรณตรัย เปนขอตนของคัมภีรขุททกปาฐะ. บัดนี้ เพื่อเปดเผย จําแนก ทําใหงายซึ้งเนื้อความแหงบาลีนี้ ขาพเจาจะกลาวอธิบายขอนี้ ดวยอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อวาปรมัตถโชติกา ขาพเจาไหวพระรัตนตรัย ที่สูงสุดแหงวัตถุ ทั้งหลายที่ควรไหวแลว จักทําการพรรณนาความแหง ขุททกปาฐะ การพรรณนานี้อันขาพเจาผูรูพระศาสนา นอยทําไดยากยิ่ง เพราะขุททกปาฐะ มีอรรถลึกซึ้งก็จริง อยู ถึงอยางนั้น เพราะเหตุที่ขอวินิจฉัยของทานบุรพา- จารยยงมีอยูเปนนิตยถึงวันนี้ และนวังคสัตถุศาสนยัง ั ดํารงอยูอยางเดิม ฉะนั้น ขาพเจาจะอาศัยนวังคสัตถุ-
  • 3. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 3 ศาสนและขอวินจฉัยของบุรพาจารยนี้จึงปรารถนาจะ ิ พรรณนาความดวยความเคารพอยางมา ในพระสัทธ- ธรรม ไมไดประสงคจะยกตนขมทาน ขอทานทั้งหลาย จงตั้งใจ สดับการพรรณนาความนั้น เทอญ. การกําหนดขุททกปาฐะ เพราะขาพเจากลาวไวในคําปรารภนั้นวา จักทําการพรรณนาความแหงขุททกปาฐะ บางปาฐะ. ขาพเจาจําตองกําหนดขุททกปาฐะทั้งหลายเสียกอนแลว จึงจักทําการพรรณนาความภายหลัง เอกเทศสวน ๆ หนึงของขุททกนิกาย ่ชื่อวา ขุททกะ. เอกเทศสวนหนึ่ง ๆ ของนิกายทั้ง ๕ ชื่อ ขุททกนิกาย วาโดยธรรมและโดยอรรถ คัมภีรเหลานั้น มี ๕ นิกาย คือทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สัง.-ยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย ชื่อวา นิกาย ๕. บรรดานิกายทั้ง ๕ นั้น พระสูตร ๓๔ สูตร มีพรหมชาลสูตรเปนตนชื่อวา ทีฆนิกาย จริงดังที่ทานกลาววา นิกายที่รวบรวมพระสูตร ๓๔ สูตร ๓ วรรค ชื่อวา ทีฆนิกายอนุโลมที่ ๑. พระสูตร ๑๕๒ สูตร มีมลปริยายสูตรเปนตน ชื่อวา มัชฌิมนิกาย. ู พระสูตร ๗,๗๖๒ สูตร มีโอฆตรณสูตรเปนตน ชื่อวาสังยุตตนิกาย. พระสูตร ๙,๕๕๗ สูตรมีจิตตปริยาทานสูตรเปนตน ชื่อวา อังคุตตร-นิกาย. ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต วิมานวัตถุเปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ชาดก นิทเทส ปฏิสมภิทา อปทาน พุทธ- ัวงศ จริยาปฎก พระพุทธพจนที่เหลือเวนวินัยปฎกและอภิธรรมปฎก หรือนิกาย ๔ ชื่อวา ขุททกนิกาย.
  • 4. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 4 เหตุไร นิกายนี้ ทานจึงเรียกวา ขุททกนิกาย เหตุเปนที่รวมเปนที่อยูของหมวดธรรมเล็ก ๆ จํานวนมาก. จริงอยู การรวมกันอยู ทานเรียกวา นิกาย วาโดยศาสนาและโดยโลก ในขอนี้ มีสาธกเปนตนอยางนี้คือ ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราตถาคตมองไมเห็นหมูสัตวหมูหนึ่งอื่นวิจิตรเหมือนอยางหมูสัตวเดียรฉานเลย. หมูกษัตริยโปณิกะ หมูกษัตริยจิกขัลลิกา. เอกเทศสวนหนึ่งของขุททกนิกายนั้น มีดังนี้ หมวดธรรมเล็ก ๆ ทีนับเนื่องในพระ- ่สุตตันปฎกเหลานี้ มุงหมายที่จะเปดเผย จําแนก ทําใหงายโดยอรรถขุททกปาฐะ ๙ ประเภท คือ สรณะสิกขาบท ทวัตตึงสาการ กุมารปญหา[สามเณรปญหา] มงคลสูตร รตนสูตร ติโรกุฑฑสูตร นิธกัณฑสูตรและ ิเมตตสูตร เปนขอตนของหมวดธรรมแมเหลานั้น โดยอาจารยตอมายกขึ้นสูทางการบอกการสอน มิใชโดยเปนคําที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไว. จริงอยู คาถาเหลานั้นพระผูมีพระภาคเจาตรัสวา อเนกชาติสสาร สนฺธาวิสฺส อนิพฺพิส คหการ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุน คหการก ทิฏโสิ ปุน เคห น กาหสิ สพฺพา เต มาสุกา ภคฺคา ตณฺหาน ขยมชฺฌคา. เราแสวงหาชางผูทําเรือนคืออัตภาพ เมื่อไมพบ ไดทองเที่ยวไปแลว สิ้นสงสารนับดวยชาติมิใชนอย ความเกิดบอย ๆ เปนทุกข ดูกอนชางผูทําเรือนคือ อัตภาพ เราพบทานแลว ทานจักทําเรือนคืออัตภาพของเราอีกไมได โครงบาน
  • 5. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 5 ของทานทั้งหมด เราทําลายแลว ยอดแหงเรือนคือ คือวา เรารื้อแลว จิตของเราถึงพระนิพพานแลว เพราะเราไดบรรลุธรรมเปนทีสิ้นตัณหาทั้งหลายแลว. ่ ชื่อวาเปนพระปฐมพุทธวจนะ แมทั้งหมดโดยเปนพระดํารัสที่พระผูมี-พระภาคเจาตรัสไว ที่ชอวาพระปฐมพุทธดํารัสนั้น ก็โดยที่ตรัสทางพระมนัส ื่มิใชทรงเปลงพระวาจาตรัส สวนพระคาถามีวา ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺม. เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแกพราหมณผูมี เพียรเพงอยูเนื้อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ นั้น ยอมสิ้นไป เพราะมารูชัดธรรมพรอมทั้งเหตุ. ชื่อวาเปนพระปฐมพุทธดํารัส โดยที่เปนพระดํารัสที่พระผูมีพระภาคเจาเปลงพระวาจาตรัส. เพราะฉะนั้น ขุททกปาฐะ ๙ ประเภทนี้ใด ชื่อวาเปนขอตนของหมวดธรรมเล็ก ๆ เหลานั้น เราจะเริ่มพรรณนาความแหงขุททกปาฐะนั้นตั้งแตตนไป.
  • 6. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 6 นิทานโสธนะ การชําระคําเริ่มตน วาจานี้วา พุทฺธ สรณ คจฺฉามิ ธมฺม สรณ คจฺฉามิ สงฺฆ สรณ คจฺฉามิเปนขอตนของคําเริ่มตนนั้น หัวขอพรรณนาความของคําเริ่มตนนั้น มีดังนี้ พระสรณตรัย ใครกลาว กลาวที่ไหน กลาวเมือ ่ ใด กลาวเพราะเหตุไร อนึ่ง ที่มิไดตรัสไวมาแคแรก เพราะเหตุไร ในทีนี้จึงวา ตรัสไวเปนขอแรก จําตอง ่ ชําระคําเริ่มตน ตอจากนั้นไปในคําเริ่มตน ก็จะชี้ แจงเรืองพระพุทธะ เรื่องการถึงสรณะ และเรื่องบุคคล ่ ผูถึงสรณะ จะแสดงการขาดการไมขาดแหงสรณคมน ทั้งผล ทั้งสรณะทีควรถึง แมในสองสรณะ มีธมฺม ่ สรณ เปนตน ก็รูกันแลววามีนัยอยางนี้ จะอธิบาย เหตุในการกําหนดโดยลําดับ และจะประกาศสรณตรัย นั้น ดวยขออุปมาทั้งหลาย. บรรดาคาถาเหลานั้น คาถาแรก กอนอื่น มีปญหา ๕ ขอ คือ ๑. พระสรณตรัยนี้ใครกลาว ๒. กลาวที่ไหน ๓. กลาวเมื่อไร ๔. กลาวเพราะเหตุไร
  • 7. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 7 ๕. อนึ่งที่พระตถาคตมิไดตรัสไวมาแตแรก เพราะเหตุไร ในที่นี้จึงวาตรัสไวเปนขอแรก จะวิสัชนาปญหาทั้ง ๕ ขอนั้น. ปญหาวา ใครกลาว วิสัชนาวา พระผูมีพระภาคเจาตรัส ไมใชพระสาวก ไมใชเหลาฤษี ไมใชเทวดากลาว. ปญหาวา กลาวที่ไหน วิสชนาวา ที่อิสิปตนมิคทายวัน กรุงพา- ัราณสี. ปญหาวา กลาวเมื่อไร วิสัชนาวา เมื่อทานพระยสะบรรลุพระอรหัตพรอมกับสหายทั้งหลาย เมื่อพระอรหันต ๖๑ องค กระทําการแสดงธรรมในโลก เพื่อประโยชนสุขแกชนจํานวนมาก. ปญหาวา กลาวเพราะเหตุไร วิสัชนาวา เพื่อบรรพชาและเพื่ออุปสมบท อยางที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไววา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็แลอุปสัมปทาเปกขะอัน ภิกษุพงใหบรรพชา อุปสมบท อยางนี้ ขอแรกให ึ ปลงผมและหนวด ไหครองผากาสายะ ใหทําผาหม เฉวียงวา ใหไหวเทาภิกษุทั้งหลาย ใหนั่งกระหยง ใหประคองอัญชลี [ประนมมือ] พึงสอนใหวาตาม อยางนี้วา พุทธ สรณ คจฺฉามิ, ธมฺม สรณ คจฺฉามิ, สงฺฆ สรณ คจฺฉามิ. ปญหาวา เพราะเหตุไรในที่นี้จึงตรัสเปนขอแรก วิสชนาวา ัเพราะเหตุที่เทวดาและมนุษยพากัน เขาสูพระศาสนาดวยเปนอุบาสกบาง เปนบรรพชิตบาง ดวยทางนี้ ฉะนั้น จึงควรรูวา นวังคสัตถุศาสนนี้ทานบุรพาจารยทั้งหลายรวบรวมไวดวยปฎกทั้งสามยกขึ้นสูทางการบอกการสอน จึงวาตรัสเปนขอแรกในขุททกปาฐะนี้ เพราะเปนทางเขาสูพระศาสนา.
  • 8. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 8 ๑. พรรณนาพระสรณตรัย การชี้แจงเรื่องพระพุทธะ บัดนี้ คําใดขาพเจากลาวไววา จะชี้แจงเรื่องพระพุทธะ เรื่องการถึงสรณะ และเรื่องบุคคลผูถึงสรณะ ในคํานั้นสัตวพิเศษ ชื่อวา พุทธะ เพราะบัญญัติอาศัยขันธสันดานที่ถูกอบรมดวยการบรรลุอนุตตรวิโมกข ซึ่งเปนนิมิตแหงพระญาณอันอะไร ๆ ชัดขวางมิได หรือเพราะบัญญัติอาศัยการตรัสรุเองยิ่งซึ่งสัจจะ อันเปนปทัฏฐานแหงพระสัพพัญุตญาณ เหมือนอยางที่ทานกลาวไววา พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้นใด เปนพระสยัมภูเปนเอง ไมมีอาจารย ตรัสรูยิ่งพรอมดวยพระองคเอง ซึ่งสัจจะทั้งหลาย ใน ธรรมทั้งหลายที่มิไดทรงฟงมากอน ทรงบรรลุพระสัพพัญุตญาณใน ธรรมเหลานั้น และความเปนผูเชี่ยวชาญในพละทั้งหลาย พระผูมีพระ- ภาคเจาพระองคนั้น ชือวา พุทธะ. ่ การชี้แจงเรื่องพระพุทธะโดยอรรถะเทานี้กอน. แตเมื่อวาโดยพยัญชนะ พึงทราบโดยนัยเปนตนอยางนี้วา ชื่อวาพุทธะ เพราะทรงเปนผูตรัสรู ชื่อวา พุทธะ เพราะทรงเปนผูปลุกใหตื่นสมจริงดังที่ทานกลาวไววา ในบทวา พุทฺโธ ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวาอะไร ชื่อวา พุทธะเพราะอรรถวา ตรัสรูสจจะทั้งหลาย. ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา ทรง ัปลุกหมูสัตวใหตื่น ชื่อวา พุทธะ เพราะทรงรูทุกอยาง ชือวา พุทธะ ่เพราะทรงเห็นทุกอยาง. ชื่อวา พุทธะ เพราะตรัสรูเองไมใชผูอื่นทําใหรู
  • 9. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 9ชื่อวา พุทธะ เพราะบานแลว ชื่อวา พุทธะเพราะนับกันวาเปนผูสิ้น กิเลสแลว.ชื่อวา พุทธะ เพราะนับกันวา เปนผูไมมีอุปกิเลส. ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา สิ้นราคะสิ้นเชิง. ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา สิ้นโทสะสิ้นเชิง. ชือวา ่พุทธะ เพราะอรรถวา สินโมหะสิ้นเชิง. ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา ไรกิเลส ้สิ้นเชิง. ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา ทรงดําเนินเอกายนมรรค. ชือวา พุทธะ ่เพราะอรรถวา ตรัสรูยิ่งเอง ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิลําพังพระองศเดียว.ชื่อวา พุทธะ เพราะทรงไดความรู เหตุทรงกําจัดความไมรูไดแลว. พระนามวา พุทธะ นี้ มิใชพระชนนีตั้ง มิใชพระชนกตั้ง มิใชพระเชษฐภาดาตั้งมิใชพระเชษฐภคินีตั้ง มิใชมิตรอมาตยตั้ง มิใชพระญาติสาโลหิตตั้ง มิใชสมณพราหมณตั้ง มิใชเทวดาตั้ง พระนามนี้ของพระผูมีพระภาคพุทธเจา มีตอนทายแหงความหลุดพนจากกิเลส บัญญัติคือพุทธะ ทรงทําใหแจงพรอมกับทรงไดพระสัพพัญุตญาณ. ในบทวา พุทธะ นั้น ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา ตรัสรูสัจจะทั้งหลาย เหมือนผูที่ลงมาในโลก [อวตาร] ก็เรียกวา ผูลงมา [อวตาร].ชื่อวา พุทธะ เพราะอรรถวา ทรงปลุกหมูสัตวใหตื่น เหมือนลมที่ทําใบไมใหแหง ก็เรียกวาใบไมแหง. บทวา สพฺพฺุตาย พุทฺโธ ทานอธิบายวาชื่อวา พุทธะ เพราะความรูที่สามารถรูไดทุกอยาง. บทวา สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ ทานอธิบายวา ชื่อวา พุทธะ เพราะความรู ที่สามารถรูธรรมไดทุกอยาง. บทวา อนฺญเยฺยตาย พุทโธ ทานอธิบายวา ชื่อวา พุทธะเพราะตรัสรูเอง มิใชผูอนทําใหตรัสรู. บทวา วิกสิตาย พุทฺโธ ทาน ื่อธิบายวา ชื่อวา พุทธะ เพราะทรงบาน เหตุบานดวยพระคุณนานาประการเหมือนดอกปทุมบาน. ดวยบทอยางนี้เปนตนวา ขีณาสวสงฺขาเตน พุทโธ ฺ
  • 10. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 10ทานอธิบายวา ชื่อวา พุทธะ เพราะทรงตื่นแลวเหตุสิ้นกิเลสดุจความหลับทุกอยาง เหมือนบุรุษตื่นเพราะสิ้นความหลับ เพราะทรงละธรรมอันทําความหดหูแหงจิตได. ทานกลาววา เอกายนมคฺค คโตติ พุทฺโธ ดังนี้ ก็เพือ ่แสดงวา พระผูมีพระภาคเจา ทานเรียกวา พุทธะ ก็เพราะทรงดําเนินเอกายน-มรรค เหมือนบุรุษแมเดินทาง เขาก็เรียกวาผูเดินไป เพราะปริยาย (ทาง) แหงอรรถวาไปสูทางตรัสรู. บทวา เอโก อนุตฺตร สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติพุทฺโธ ทานอธิบายวา ชื่อวา พุทธะ ไมใชเพราะตรัสรูโดยคนอื่น ที่แท ชื่อวาพุทธะ เพราะตรัสรูยิ่งซึ่งพระสัมมาสัมโพธิ อันยอดเยี่ยม ดวยพระองคเองเทานั้น. คํานี้วา อพุทธิวิหตตฺตา พุทฺธิปฏิลาภา พุทฺโธ เปนคําแสดง ฺปริยายวา พุทฺธิ พุทธ โพโธ ในคํานั้น พึงทราบอรรถ ที่สามารถทํา พุทธะศัพทของบททุกบทใหสําเร็จความ โดยนัยอยางนี้วา ทานอธิบายเพื่อใหรูวาพุทธะ เพราะทรงประกอบดวยพระคุณคือพุทธิความรูเหมือนที่เรียกกันวาผาเขียว ผาแดง ก็เพราะประกอบดวยสีเขียว สีแดง ตอแตนั้น คําเปนตนอยางนี้วา พุทฺโธติ เนต นาม ทานกลาวไวก็เพื่อใหรูวา บัญญัตินี้ ดํา-เนินไปตามอรรถะคือเนื้อความ. การชี้แจงเรื่องพุทธะแมโดยพยัญชนะ มีดังกลาวมานี้. ชี้แจงเรื่องสรณคมนและผูถึงสรณคมน บัดนี้ จะกลาวชี้แจงในเรื่องการถึงสรณคมนเปนตน ดังตอไปนี้.พระรัตนตรัยที่ชื่อวา สรณะ เพราะกําจัด อธิบายวา บีบ ทําลาย นําออกดับภัยคือความกลัว ความหวาดสะดุง ทุกข ทุคติ ความเศราหมอง ดวยการถึงสรณะนั้นนั่นแล ของคนทั้งหลายที่ถึงสรณคมน. อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจาชื่อวา สรณะ เพราะกําจัดภัยของสัตวทั้งหลาย ดวยการใหเขาถึงสิ่งที่เปน
  • 11. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 11ประโยชนและนําออกจากสิ่งที่ไมเปนประโยชน. พระธรรมชือวา สรณะ เพราะ ่ใหสัตวขามพนกันดารคือภพ และใหความโปรงใจ. พระสงฆ ชื่อวา สรณะเพราะกระทําสักการะ แมเล็กนอย ใหกลับไดผลอันไพบูลย เพราะฉะนั้นพระรัตนตรัยนั้น จึงชื่อวา สรณะ โดยปริยายดังวามานี้. จิตตุปบาทที่ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้นและความเคารพในพระรัตนตรัยนั้น กําจัดทําลายกิเลสเสียได เปนไปโดยอาการคือความมีพระรัตนตรัยนั้น เปนเบื้องหนา หรือ ไมมีผูอื่นเปนปจจัย [ชักจูง] ชื่อวา สรณคมน.สัตวผูพรั่งพรอมดวยจิตตุปบาทนั้น ยอมถึงพระรัตนตรัยนั้น เปนสรณะอธิบายวา ยอมเขาถึงพระรัตนตรัย ดวยจิตตุปบาท ที่มีประการดังกลาวแลวอยางนี้วา นี้เปนสรณะของขาพเจา นี้เปนเครื่องนําหนาของขาพเจา. ก็บุคคลเมื่อจะเขาถึง ยอมเขาถึงดวยวิธีมาทานเหมือนอยางนายพาณิชสองคนชื่อวาตปุสสะและภัลลิกะ เปนตน วา "ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคทั้งสองนั้น ขอถึงพระผูมีพระภาคเจาและพระธรรมเปนสรณะ ขอพระผูมีพระภาคเจาโปรดทรงจําขาพระองคทั้งสองวาเปนอุบาสก" ดังนี้ก็ได. เขาถึงดวยวิธียอมเปนศิษย เหมือนอยางทานพระมหากัสสปะเปนตนวา "ขาแตพระองคผูเจริญ พระผูมีพระภาคเจาทรงเปนศาสดาของขาพระองค ขาพระองคเปนสาวก" ดังนี้ ก็ได. เขาถึง ดวยวิธีทุมตัวไปในพระรัตนตรัยนั้น เหมือนอยางพรหมยุ-พราหมณ เปนตน ความบาลีวา "เมื่อพระผูมีพระภาคเจาตรัสอยางนี้พรหมยุพราหมณี ก็ลุกจากอาสนะ กระทําผาหมเฉวียงบา ประนมมือไปทางพระผูมีพระภาคเจาประทับอยู เปลงอุทาน ๓ ครังวา นโม ้ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพทฺธสฺส, นโม ตสฺส ภควโต ุ
  • 12. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 12อรหโต สมฺนาสมฺพุทธสฺส, นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา-สมฺพุทธสฺส" ดังนี้ก็ได. เขาถึงโดยวิธีมอบตน เชนโยคีบุคคลผูขวนขวายในกรรมฐานก็ได. เขาถึง โดยวิสัยและโดยกิจ หลายวิธี เชนดวยวิธีกําจัด อุปกิเลสดวยการถึงสรณคมน เหมือนอยางพระอริยบุคคลทั้งหลาย ก็ได. ชี้แจงเรื่องการถึงสรณคมน และเรื่องบุคคล ผูเขาถึงสรณคมน ดังกลาวมานี้. แสดงสรณคมนขาด ไมขาด และผล บัดนี้ จะแสดงสรณคมนขาดเปนตน ที่ขาพเจากลาวไววา จะแสดงสรณคมนขาดและไมขาดทั้งผล ทั้งสรณะที่ควรถึง ดังตอไปนี้. การขาดสรณคมน ของบุคคลผูถึงสรณคมนอยางนี้ มี ๒ อยาง คือมีโทษและไมมีโทษ การขาดสรณคมนเพราะการตาย ชื่อวาไมมีโทษ การขาดสรณคมนเพราะหันไปนับถือศาสดาอื่น และประพฤติผิดในพระศาสดานั้น ชื่อวามีโทษ. การขาดแมทั้ง ๒ นั้น ยอมมีแกพวกปุถุชนเหลานั้น สรณะของปุถุชนเหลานั้น ยอมชือวาเศราหมอง เพราะประพฤติไปดวยความไมรู ความ ่สงสัยและความรูผิด และเพราะประพฤติไมเอื้อเฟอเปนตน ในพระพุทธคุณทั้งหลาย สวนพระอริยบุคคลหามีสรณะที่ขาดไม และหามีสรณะเศราหมองไม เหมือนอยางที่ตรัสไววา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ขอที่บุคคลผูถึงพรอมดวยทิฏฐิ [สัมมาทิฏฐิ] จะพึงนับถือศาสดาอื่น มิใชฐานะ มิใชโอกาส สวนพวกปุถุชน ยังไมถึงการขาดสรณะตราบใด ตราบนั้น ก็ยังชื่อวาเปนผูมีสรณะไมขาด การขาดสรณะของปุถุชนเหลานั้น ยอมมีโทษ มีความเศราหมองและอํานวยผลที่ไมนาปรารถนา การขาดสรณะที่ไมมีโทษ ก็ไมมผล เพราะหา ีวิบากมิได. สวนการไมขาดสรณะวาโดยผล ก็ยอมอํานวยผลที่นาปรารถนาอยางเดียว เหมือนอยางที่ตรัสไววา
  • 13. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 13 ชนเหลาใดเหลาหนึ่ง ถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ชนเหลานั้นละกายมนุษยไปแลว ก็จักไมเขาถึงอบาย- ภูมิ จักทําหมูเทพใหบริบูรณ ดังนี้. ก็ในขอนั้น พึงทราบอธิบายแหงคาถาอยางนี้วา ชนเหลาใด ถึงสรณะดวยการตัดอุปกิเลสไดขาดดวยสรณคมน ชนเหลานั้น จักไมไปอบาย.สวนชนนอกนั้น จักไมไปอบาย ก็ดวยการถึงสรณะ. แสดงสรณะขาดไมขาดและผลเพียงเทานี้กอน. แสดงสรณะที่ควรถึง ในการแสดงสรณะที่ควรถึง ผูทักทวงกลาววา ในคํานี้วา ขาพเจาถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ผูใดถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ผูนน จะพึงถึงพระ- ั้พุทธเจาหรือสรณะ แมทงสองคํา การกลาวแตคําเดียว ก็ไรประโยชน เพราะ ั้เหตุไร เพราะมีแตกิริยาคือการถึง ไมมีสองกรรม. ความจริง นักคิดทางอักษรศาสตร ไมประสงคกรรม ๒ กรรมในขอนี้ เหมือนในคําวา อช คามเนติ เปนตน ฉะนั้น. ถาผูทักทวงกลาววา การกลาวแมคําทั้งสองมีแคประโยชนอยางเดียวเหมือนในคําวา คจฺฉเตว ปุพฺพ ทิส คจฺฉติ ปจฺฉม ทิส นักคิด ิอักษรศาสตรไมประสงคอยางนั้นดอก เพราะทานไมประสงควา พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กัน ความจริงเมื่อประสงควา พระพุทธเจาและสรณะเหลานั้น เปนตัวเหตะเทา ๆ กันแลว บุคคลแมมีจิตขุนเคือง เขาเฝาพระพุทธเจาก็จะพึงชื่อวา ถึงพระพุทธเจา ถึงสรณะนะสิ สรณะนั้นใดทําใหตางไปวา พระพุทธเจา. ผูนั้นก็ชื่อวาถึงสรณะนั้นทั้งนั้น.
  • 14. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 14 ถาผูทักทวงกลาววา ทานประสงคเอาความที่พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กัน เพราะบาลีวา เอต โข สรณ เขม เอต สรณมุตฺตมสรณะนั่นแลเกษม ปลอดภัย สรณะนั้นอุดมสูงสุด ไมประสงคเชนนั้น ดอกเพราะในบทคาถานั้น มีแตพระพุทธเจาเปนสรณะนั้น. ความจริง ในบทคาถานั้นนั่นแลทานประสงคถึงความที่พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กันอยางนี้วา สรณะทั้งเกษมทั้งอุดม เพราะพิจารณาเปนถึงพระรัตนตรัยมีพระ-พุทธเจาเปนตนนั้น ในความเปนสรณะ ที่นับไดวา กําจัดภัยแกผูถึงสรณคมนไดจริง สวนในบาลีประเทศอื่น เมื่อมีความสัมพันธดวยผูถึงสรณคมนทานก็ไมประสงคความที่พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กัน เพราะไมสําเร็จเปนสรณคมน ดังนั้น คํานี้จึงสาธกไมได. ถาผูทักทวงกลาววา นาจะประสงคเอาความที่พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กัน เพราะสําเร็จเปนสรณคมน แมเมื่อมีความสัมพันธดวยผูถึงสรณคมนไดในบาลีนี้วา เอต สรณนาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติบุคคลอาศัยสรณะนั้น ยอมหลุดพนจากทุกขทั้งปวงดังนี้ ไมใชเชนนั้นดอกเพราะขัดของดวยโทษที่กลาวมากอนแลว. ความจริง แมในขอนั้น ก็จะพึงขัดของดวยโทษที่กลาวมากอนวา เมื่อมีความที่พระพุทธเจาและสรณะเปนตัวเหตุเทา ๆ กัน อยู บุคคลแมมีจิตขุนเคืองอาศัยสรณะ. คือพระพุทธเจา พระธรรมและพระสงฆ ก็จะพึงหลุดพนจากทุกขไดหมดนะสิ แตจะวาไมขัดของดวยโทษก็หามิได ดังนัน คํานั้นจึงสาธกไมได. พึงทราบอธิบายในขอ ้นั้น อยางนี้วา สัตวทั้งหลายเมื่อจะหลุดพน ดวยอานุภาพของพระผูมีพระภาคเจา ผูเปนกัลยาณมิตร ทานก็กลาววา อาศัยกัลยาณมิตรจึงหลุดพน ไดในบาลีนี้วา
  • 15. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 15 ดูกอนอานนท ก็สัตวทั้งหลายที่มีชาติความเกิด เปนธรรมดา อาศัยเราตลาคตเปนกัลยาณมิตร ยอม หลุดพน จากชาติดังนี้ ฉันใด แตในที่นี้ บุคคลเมื่อ จะหลุดพน ดวยอานุภาพแหงสรณะ คือพระพุทธเจา พระธรรมและพระสงฆ ทานก็กลาววา บุคคลอาศัย สรณะนี้ยอมหลุดพนจากทุกข ทั้งปวง ดังนี้ ก็ฉันนั้น. ความที่พระพุทธเจาเปนคมนียะ ควรถึงก็ไมถูก ความที่สรณะเปนคมนียะควรถึงก็ไมถูก ความที่พระพุทธเจาและสรณะทั้งสอง เปนคมนียะควรถึงก็ไมถูก แมโดยประการทั้งปวงอยางนี้ คมนียะสิ่งที่ควรถึงของผูถึงสรณคมนที่ทานอธิบายวา ขาพเจาถึงสิ่งที่พึงปรารถนา ควรกลาวถึง ตอนั้น ก็ควรกลาวขอยุติคือขอที่ถูก ในเรื่องนี้ ดังนั้น ขาพเจาจะกลาวขอยุติดังตอไปนี้ ในขอยุตินี้ พระพุทธเจาเทานั้นเปนคมนียะ แตเพื่อแสดงอาการคือการถึง คํากลาวถึงสรณะนั้นมีวา ขาพเจาถึงพระพุทธเจาวาเปนสรณะ พระ-พุทธเจาพระองคนั้นเปนสรณะของขาพเจา พระพุทธเจาพระองคนั้น เปนปรายนะนําหนาของขาพเจา เปนผูกําจัดทุกข เปนผูทรงประโยชน ขาพเจาถึง คบ เสพ เขาใกลชิดพระพุทธเจาพระองคนั้น ดวยความประสงคดังกลาวมานี้ หรือวาขาพเจารูทราบอยางนี้ จริงอยู คติเปนประโยชนของธาตุเหลาใดแมความรูก็เปนประโยชนของธาตุเหลานั้น. ถาผูทักทวงกลาววา ขอนั้นไมถูก เพราะไมประกอบ อิติ ศัพท คําทักทวงนั้นก็ไมถูก ขอยุติที่ถูกในเรื่องนั้น พึงมีดังนี้.
  • 16. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 16 หากวาความในเรื่องนั้น พึงมีอยางนี้ไซร. แตนั้น ก็พึงตองประกอบอิติศัพท ดังในประโยคทั้งหลายเปนตนวา อนิจจ รูป อนิจจ รูปนฺติ ฺ ฺยถาภูต ปชานาติ ยอมรูชดรูปที่ไมเที่ยง ตามความเปนจริงวา รูปไมเที่ยง ัดังนี้. แตอิติศัพททานหาประกอบไวไม เพราะฉะนั้น ขอทักทวงนั้นจึงไมถูกแตอันนี้ ไมถูกเพราะเหตุไร เพราะความของอิติศัพทมีอยูในตัวนั้นแลว ความของอิติศัพทแมในที่นี้ ก็มีอยูพรอม ดังในประโยคทั้งหลายเปนตน อยางนี้วาโย จ พุทฺธฺจ ธมฺมฺจ สงฺฆฺจ สรณ คโต ก็ผูใดถึงพระพุทธเจาพระธรรม และพระสงฆวาเปนสรณะ ดังนี้ แตมิใชจะตองประกอบอิติศัพทไวในที่ทุกแหง เพราะมีความอยูพรอมในตัวแลว บัณฑิตพึงทราบความของอิติศัพทแมมิไดประกอบไว เหมือนดังประกอบไวในที่นั้น ทั้งในที่อื่นซึ่งมีกําเนิดอยางนี้ เพราะฉะนั้น อิติศัพทจึงไมมีโทษ [ไมผิด] ถาผูทักทวงกลาววา คําใดที่ทานกลาวไววา ก็เพื่อแสดงอาการคือถึงจึงตองกลาวระบุสรณะดังนี้ คํานั้น ก็ไมถูก เพราะสรณะเทานั้น เปนคมนียะสิ่งที่ควรถึง ไดในบาลีเปนตนวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตการบรรพชา ดวยสรณคมนสาม ดังนี้ คําที่ขาพเจากลาวนั้น ไมใชไมถูก เพราะเหตุไร เพราะคํานั้นมีความอยูพรอมในตัว. ความจริง ความของอิติศัพทนั้นก็มีอยูพรอมในคําแมนั้นเอง เพราะเหตุที่แมไมประกอบอิติศัพทไวเชนคํากอนก็พึงเห็นเหมือนดังประกอบอิติศัพทไว นอกจากนี้ก็พึงขัดของดวยโทษที่กลาวมากอนนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พึงถือเอาตามที่ทานสอนไวเทานั้น. แสดงสิ่งที่ควรถึงดังกลาวมาฉะนี้
  • 17. พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ - หนาที่ 17 ชี้แจงสรณะคือพระธรรมและพระสงฆ บัดนี้ จะกลาวอธิบายตอไป. ในคําที่ขาพเจากลาวไววา แมในสรณะทั้งสองมีวา ธมฺม สรณ เปนตน ก็รกันแลววามีนัยอยางนี้เหมือนกัน. นัย ูแหงการพรรณนาความนี้ใด ขาพเจากลาวไวในคํานี้วา พุทฺธ สรณ คจฺฉามิก็พึงทราบนัยแหงการพรรณนาความนั้น ในสองบทนี้วา ธมฺม สรณ คจฺฉามิสงฺฆ สรณ คจฺฉามิ. จริงอยู ในขอแมนั้น วาโดยอรรถและพยัญชนะของพระธรรมและพระสงฆ ก็มีเพียงการชี้แจงเทานั้นที่ไมเหมือนก
  • Similar documents
    View more...
    We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks