เนื้อความของทุกข์

Description
1. เนือความของ “ทุกข์”ในอริยสัจ ้ ที่มาของอริยสัจ ๔…

Please download to get full document.

View again

of 16
All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
Information
Category:

Slides

Publish on:

Views: 0 | Pages: 16

Extension: PDF | Download: 0

Share
Transcript
  • 1. เนือความของ “ทุกข์”ในอริยสัจ ้ ที่มาของอริยสัจ ๔ ก่อนอื่นขอให้พิจารณาถึงที่มาขออริยสัจ ๔ เป็นเบื้องต้นก่อน เพื่อจะได้ทราบความเป็นมาพอเป็นสังเขปที่มาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ว่ าจะได้มาง่ าย ๆ ดังเช่นพระพุทธเจ้าของเรา ชาติสุดท้ายที่เป้นพระโพธิสัตว์บำา เพ็ญทานบารมีนามว่าเวสสันดรพระองค์ต้องเสียสละอย่างยิ่งยวดสร้างบารมีสูงสุดในทานบารมี ต้องเสียสละอย่างสูง ใครจะทำาได้ ไม่มีใครทำาได้ สละปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหมดตั้งแต่พระมเหษีราชบุตรราชธิดาและราชสมบัติทั้งหมด สิ่งที่มุ่งหวังเฉพาะคือพระโพธิญาณ ได้กระทำา สำา เร็จแล้ว ก็ไปเสวยวิมุตติสุขบนสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นเวลา ๕๗ โกฏิปี เหล่าทวยเทพทั้ ง หลายก็ ป ระชุ ม กั น ว่ า โลกวางจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ควรจะอันเชิญเทพบุตรองค์ใดองค์หนึ่งไปตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาพรหมและทวยเทพทั้งหมดลงมติให้สันดุสิตเทวราชซึ่งก็คือพระเวสสันดรนั่นเอง ไปเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวสันดุสิตเทวราชยังไม่ตกลง แต่พิจารณาก่อนว่า ถึงกาลอันควรหรือยัง ประเทศไหนเป็นประเทศที่ควรจะรองรับสัพพัญญุตญาณได้ ภาษาไหนเป็นภาษาที่รองรับสัพพัญญุตญาณได้ พุทธมารดามีหรือไม่ที่จะรองรับราชบุตรได้เพียงพระองค์ เดี ย วแล้วสวรรคตภายในเจ็ ด วั น ซึ่ งไม่ มี ฐ านะที่ จ ะรองรั บ บุ ต รมาอุ บั ติ ต่ อ ได้ เมื่อ พิจ ารณาหลาย ๆ ด้ า นก็ เห็ นว่ า มี ค วามพร้ อ ม จึ ง ได้ ต กลงรับคำาเชิญของเหล่าทวยเทพทั้งปวง ว่าจะลงไปตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การอุบั ติขึ้ นมาของพระโพธิ สั ต ว์ จ ากสวรรค์ ชั้ น ดุ สิ ต มาอุ บัติ ในโลกมนุษย์มี พระนามว่า “สิทธัตถะราชกุมาร ” ท่ ามกลางเหล่ านั กปราชญ์ ร าชบัณฑิตและข้าราชบริพารทั้งมวล แม้แต่พระราชบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะก็อยากจะให้ เ ป็ น พระเจ้ า จั ก รพรรติ ตามคำา ของพราหมณ์ ทั้ ง ห่ ล ายที่ ไ ด้พยากรณ์ว่ามีคติเป็นสอง ถ้าออกบวชก็จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าครองเพศฆราวาสก็จะได้เป็นพระเจ้ าจักรพรรติมีอำา นาจยิ่ งใหญ่ ตลอดทั่วขอบเขตขัณฑสีมามีมหาสมุทรทั้งสี่ด้านเป็นขอบเขตจะเป็นเมืองขึ้นทั้งหมดแน่ น อนว่ า วิ สั ย ความเป็ น กษั ต ริ ย์ ย่ อ มต้ อ งการความยิ่ ง ใหญ่ ที่ จ ะมี อำา นาจปกครองไปทั่วทุกสารทิศ ฉะนั้น พระเจ้าสุทโธทนะจึงมุ่งหวังเป็นที่สุดว่านครกบิลพัสตุ์จะเป็นดินแดนของพระเจ้าจักรพรรติที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่าพระบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ได้สั่งสมมา แม้ว่าจะถูกปิดล้อมด้วยวิธีการต่าง ๆ อันบำาเรอให้ได้รับความสุขอย่างมากมาย แต่ก็ไม่สามารถที่จะสกัดกั้นได้ ตลอดเวลา ๒๙ ปีที่อยู่เฉพาะในพระราชวัง ทำา ให้เกิดความรู้สึกว่าอยากจะออกประพาสนอกราชอุทยานบ้าง จึงได้ชวนนายฉันนะออก
  • 2. เที่ยวประพาสนอกราชอุทยาน ทวยเทพทั้งหลายก็ได้โอกาสแสดงนิมิตให้เห็นว่า ในโลกนี้มีการเกิด การแก่ การเจ็บการตาย สุดท้ายก็ได้เห็นสมณะทำาให้พระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะโน้มเอียงไปในทางออกบวช เพราะมองเห็นว่าชีวิตไม่เห็นมีอะไรที่จะมั่นคงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็ บ ในที่ สุ ด ก็ ต้อ งตาย แม้เ ราเองก็ จั กต้ อ งตายอย่ า งนี้ พ้ น ไปไม่ ไ ด้ แล้ วประโยชน์อะไรที่เราจะได้ความยิ่งใหญ่ในการเป็นพระเจ้ าจักรพรรติ อย่ากระนั่ นเลย เราก็จ ะไม่พ้ นจากความตาย สั ต ว์ ทั้ งหลายก็ ไม่ พ้ นจากความตาย ก็ทรงมองเห็นว่า กลางคืนมี ก็ยังมีกลางวั น การตายก็ยั งมีการเกิดเมื่อการตายมี การไม่ต้องตายก็ต้องมี เมื่อการเกิดมี การไม่ต้องเกิดก็ต้องมีเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครค้นพบ ใครเล่าจะเป้นผู้ค้นหาหนทางที่จะให้พ้นจากความเกิดและความตายได้ พระองค์โน้มเอียงไปในทางเหตุผ ล มองเห็นชีวิตทุกชีวิตไม่ล่วงพ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายไปได้ มีทางเดียวคือเราต้ อ งแสวงหาทางพ้ น จากการเกิ ด แก่ เ จ็ บ และตายให้ ไ ด้ นั่ น ก็ คื อ การเป็ นสมณะจึงปรารภการออกบวช ในที่สุดพระโพธิสัตว์หรือมหาบุรุษ ก็ได้ออกบวชแสวงหาทางพ้นทุกข์โดยวิธีการปฏิบัติตามประเพณีของคนเก่าว่ า ถ้าทำา ให้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้วทุกข์ก็จะหมด ก็ทรงบำา เพ็ญทุกกรกิ ริ ย า กระทำา อย่างคนสมั ยนั้ นทำา ไม่ ได้แม้ส มัย นี้ ก็ทำา ไมได้ เช่น ทรงกัด ฟันเอาลิ้ นดุ น เพดาลให้ แรงที่ สุ ด ไม่ มีใครทำา ได้ ทรงกลั้ นลมหายใจจนกระทั่ ง ไม่ ต้ อ งหายใจทางจมู ก แต่ ใช้ หูหายใจแทนได้ เพื่อจะทำา ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แต่ว่าลมหายใจก็ออกทางหูชีวิตก็อยู่ได้ ไม่ใช่เป็นการทำา ลายชีวิต แต่ทำาเพื่อให้ทุกข์ถึงที่สุด หายใจเข้ า ลมเข้ า ทางหู หายใจออกลมออกทางหู ก็ ไ ม่ เ ห็ น ทางพ้ น ทุ ก ข์ ทรงกระทำา จนกระทั่งมองเห็นว่า ทุกข์อย่างนี้ไม่มีใครทำา ได้ แต่เราทำา ได้ แต่ประโยชน์ จ ากการที่ เ ราทำา ได้ มั นไม่ มี ป ระโยชน์ อ ะไรเลย ตั้ งแต่ อ ดี ต จนปัจจุ บัน แม้ในอนาคตก็ไม่มีใครทำา ได้เกิ นกว่ านี้ ถึงแม้จะมี ใครทำา ได้ เกิ นกว่านี้ก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากตรงนี้เลย ทรงมองเห็นว่า ไม่ใช่ทางนี้แน่ที่จะทำาหใพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ พระองค์น้อมจิตระลึกถึงตอนทรงพระเยาว์เมื่ออายุ ๗ พรรษา ได้เคยกระทำาอานาปานสติจนได้ปฐมฌานถ้ า กระนั้ น เราควรย้ อ นไปบำา เพ็ ญ เพี ย รทางจิ ต คงจะดี ก ว่ า ก็ เ ลยบริ โ ภคอาหารให้ร่างกายได้รับความสมบูรณ์ เมื่อร่างกายพอเพียงที่จะบำาเพ็ญเพียรทางใจได้ แ ล้ ว ก็ เ ริ่ ม บำา เพ็ ญ เพี ย รทางใจด้ ว ยการกระทำา อานาปานสติ จ นบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน บรรลุถึงอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ ทรงกระทำา จนที่สุ ดสมาธิได้ค รบ ก็ยังไม่บรรลุธ รรม แต่ด้ ว ยจิ ต ที่ อ าศำ ย ความตั้ ง มั่ น ละเอี ย ดอ่ อ นและมี พ ลานุ ภ าพ ในขณะที่ ไ ด้ รู ปฌานและอรู ป ฌาน จิ ต ก็ โ น้ ม เอี ย งไปถึ ง อดี ต ปรากฏว่ า เห็ น ชี วิ ต ของ
  • 3. พระองค์ด้วยปัญญาว่า ได้เกิดเป็นอะไรบ้าง ระลึกชาติได้ โดยการระลึ กย้อนหลังไปเป็นอเนกชาติ มองเห็นชีวิตวา ชีวิตตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่รู้จักจบสิ้น ในปฐมยามนี้เรียกว่าได้บรรลุปุพ เพนิ ว าสานุส สติ ญาณ ในมัชฌิมยามได้บรรลุจุตูปปาตญาณ คือได้ตาทิพย์ มองเห็นสรรพสัตว์ที่ทำาดีบ้ า งชั่ ว บ้ า งแล้ ว ไปเกิ ด ยั ง สถานที่ ต่ า ง ๆ ชี วิ ต ของสรรพสั ต ว์ ก็ เ ป็ น ไปตามอำา นาจสาของกรรมเจตนาของตน ผลของความสุ ข ความทุ ก ข์ ล้ ว นมี เ หตุปั จ จั ย การปฏิ ส นธิ แ ละการจุ ติ ข องสรรพสั ต ว์ พ ระองค์ รู้ ห ามด นี้ คื อจุตูปปาตญาณซึ่งเป็นอภิญญาจิตขั้นที่สองที่เกิดข้น จนกระทั่งถึงปัฉิมยามปั ญ ญาก็ ไ ด้ ห ยั่ ง เห็ น ความเป็ น ไปของรู ป นาม เห็ น การเกิ ด ดั บ ของรู ป รามพระองค์ทรงมองเห็นว่า แม้ชีวิตของพระองค์และของสรรพสัตว์ผ่านมาก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนอกจากรูปกับนาม แม้รูปและนามนี้ก็เป็นที่พึ่งไม่ได้ ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย เกิดแล้วก็ดับ ๆ แล้วก็เกิด ( ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เกิดเพื่อตาย ตายเพื่อเกิด ) ไม่รู้จักจบสิ้น ฉะนั้น ในขณะที่พระองค์เห็นขันธ์ ๕ หรือรูปนามเกิดดับ เห็นความเป็นไปของอายตนะที่เกิดสืบต่อเนื่องกันไปอย่างไม่ขาดสาย ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นความเป็นจริงของรูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้เรียกว่าวิปัสสนาปัญญา และปัญญาที่เรียกวิปัสสนานี้ก็ได้เกิดขึ้นในอาสวักขยญาณนี้เอง และการปฏิญญาว่า “เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” ก็ได้เกิดขึ้นแก่พระองค์ พระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ได้ พิ จ ารณาถึ ง ปั จ จั ย ของชี วิ ต ว่ า มี ปั จ จั ย ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตอะไรบ้าง แท้จริงมีแต่รูปกับนาม และรูปนามในแต่ละภพชาติก็มีความไม่เที่ยง เกิขึ้นแล้วตั้งอยู่ดับไปสืบต่อเนื่องไปอย่างไม่ขาดสายพระองค์ท รงหาปัจจัย ที่จ ะทำา ให้ รู้ ว่ า อะไรเป็ นเหตุ เป็ นปั จ จั ย ของความแก่และความตาย เพราะว่าการเกิดพระองค์ก็ได้มาแล้ว สิ่งที่รออยู่คือความแก่และความตาย พระองค์ก็ทรงสาวหาสาเหตุว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะจึ งมี เพราะการมีโดยที่ ไม่ มี อ ะไรเป็ นเหตุ เป็ น ปั จ จั ย นั้ น เป็ น ไปไม่ ได้อาศั ย ปั ญ ญาญาณที่ ทำา จิ ต ให้ แ ยบคายก็ เ กิ ด ขึ้ น โดยรู้ แ จ้ ง ว่ า เมื่ อ ชาติ คื อความเกิดมี ความชรามรณะก็ต้องมี ถ้าไม่มีการเกิด ความแก่และความตายจั ก มี ม าแต่ ไ หน เพราะชาติ มี ชรามรณะจึ ง มี และนี้ คื อ กฏแห่ ง ปฏิ จ จสมุปบาทที่พระองค์ได้พิจารณา ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอชาติคือการเกิดนี้จึงมีก็ ท รงพบว่ า เพราะภพมี ชาติ จึ ง มี คำา ว่ า ” ภพ ” มี ๒ อย่ า ง คื อ กรรมภพและอุปัตติภพ ซึ่งกรรมภพเป็นเหตุให้เกิดอุปัตติภพ เมื่อกรรมภพดับไปก็เกิดเป็นอุปัตติภพ อุปัตติภพนี้คืออะไร คือขันธ์ ๕ นั่นเอง ขันธ์ ๕ คือตัวอุปัตติภพที่ที่จะนำาให้เกิดอีกต่อไป เมื่ออุปัตติภพคือขันธ์ ๕ เกิด ซึ่งขันธ์ ๕ เกิดนั่นแหละคือชาติ ฉะนั้น เมื่อชาติมี เพราะมีภพเป็นเหตุปัจจัยคือการทำากุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง
  • 4. ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ภพคือกรรมภพและอุปัตติภพนี้จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะอุปาทานได้แก่ การยึดมั่นถือมั่นนี้มีอยู่ ภพจึงมี อุปาทานมี ๔ อย่างคือ อัตตวาทุปาทานได้แก่ ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา กามุปาทานได้แก่ ความพอใจรักใคร่ในกามทิฎฐุปาทานได้แก่ การเห็นผิดจากทำานองคลองธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ และสี ลั พ พตุ ป าท าน ได้ แ ก่ การถื อ ผิ ด ปฏิ บั ติ ผิ ด จาก ห ลั กก าร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งอุปาทานเหล่านี้ก็เป็นเหตุให้เกิดการทำากรรม ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ อุปาทานคือการยึดมั่นถือมั่นนี้จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะตัณหาได้แก่ความทะยานอยากยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ มีอุปาทานจึงมี ซึ่งความยินดีติดใจ ความปรารถนาอยากได้ นี้ ก็ เ ป็ น เหตุ ใ ห้ เ กิ ด การยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ได้ ฉะนั้ น ตั ณ หาจึ ง เห็ นสาเหตุให้เกิดอุปาทาน ทรงสาวหาสาเหตุ ต่ อ ไปอี ก ว่ า เมื่ อ อะไรมี อ ยู่ ห นอ ตั ณ หาคื อ ความทะยานอยากยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆจึ ง มี ก็ ท รงทราบว่ า เวทนาได้ แ ก่ การเสวยอารมณ์ ถ้ า ทำา ให้ เ กิ ด สุ ข ก็ปรารถนาอยากได้ ถ้าทำาให้เกิดทุกข์ก็ไม่ปรารถนาอยากได้ ดิ้นรนแสวงหาเฉพาะอารมณ์ที่เป็นสุข ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เวทนาคือการเสวยอารมณ์ นี้จึ ง มี ก็ท รงทราบว่ า เพราะผั ส สะได้ แ ก่ การกระทบกั บ อารมณ์และเพราะการกระทบกับอารมณ์มี การเสวยอารมณ์ก็จึงต้องมี ถ้าไม่มีการกระทบอารม การเสวยอารมณ์จักมีแม่แต่ไหน ฉะนั้น ผัสสะจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนา ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ผัสสะคือการกระทบกับอารมณ์นี้จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราอายตนะได้แก่ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกเป็นที่ต่อกับอารมณ์ ทำาให้เกิดสฬายตนะ มีอายตนะเมื่อไรผัสสะก็ต้องมีเมื่อนั้น ฉะนั้น อายตนะจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผัสสะ ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ อายตนะคือที่ต่อนี้จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะนามรูปมีนามนี้คืออะไร นามนี้คือเจตสิกที่ประกอบปรุงแต่งจิต ส่วนรูปนี้คืออะไร รูปนี้คือกัมมัชรูป ที่ทำาหน้าที่ต่าง ๆ ในส่วนของร่างกาย ฉะนั้น นามรูปนี้เองเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอายตนะ ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ นามรูปคือขันธ์ ๕ นี้จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะวิญญาณได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณเป็นต้นมา นามเจตสิกและกัมมัชรูปจึงมี แล้วมีปวัตติวิญญาณเป็นตัวสืบต่อ วิญญาณนี้จึงมี๒ อาจมี ผู้ ส งสัย ว่า วิญ ญาณคื อ อะไร ในชี วิ ต ถ้ า ถื อ ปั จ จุ บั น ชี วิ ต เริ่ ม ต้ นใหม่ ต รงที่ มี ป ฏิ ส นธิ วิ ญ ญาณเกิ ด ขึ้ น เมื่ อ ปฏิ ส นธิ วั ญ ญาณหยั่ ง ลงสู่ ค รรภ์
  • 5. มารดา จากนั้นเก้าเดือนหรือสิบเดือนก้คลอดออกมา ฉะนั้น วิญญาณนี้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดนามรูป ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณคือปฏิสนธิวิญญาณนี้ จึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะสังขารได้แก่เจตนาในการทำา กรรมและในที่ นี้หมายถึงปุพพเจตนา คือความปรารภในการทำา กรรม เจตนาที่เรียกว่าสังขารนี้ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร คือเจตนาที่ปรุงแต่งให้เป็นบุญ อปุ ญ ญาภิ สั ง ขาร คื อ เจตนาที่ ป รุ ง แต่ ง ให้ เ ป็ น บาป อเนญชาภิ สั ง ขาร คื อเจตนาที่ปรุงแต่งให้ได้วิญญาณในอรูปฌาน ฉะนั้น เจตนาซึ่งเป็นตัวกรรมทั้งสามอย่างนี้เองเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิญญาณ เรียกว่าปฏิสนธิวัญญาณ ทรงสาวหาสาเหตุต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมีอยู่หนอ สังขารคือเจตนาที่ปรุงแต่งให้เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิญญาณให้ได้ในอรูปฌานบ้างจึงมี ก็ทรงทราบว่า เพราะอวิชชาได้แก่ความไม่รู้ความเป็นจริง เพราะไม่รู้ความเป็นจริงของชีวิตจึงทำา ให้เกิดการเพาะบ่มเรื่อย ๆ และจากการเพราะบ่มอวิชชาคือความไม่รู้ในปัจจุบันนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งก่อนตาย จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขาร ๆ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ๆ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดนามรูปอีกต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น หาเงื่ อ นปมตรงไหนไม่ เ จอเลยวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากที่ได้อภัญญาจิตครั้งที่หนึ่ง คือปุพเพนิวาสานุสสติญาน ต่อจากนั้นก็ได้อภัญญาขั้นที่สอง คือจุตูปปาตญาน เมื่อได้อภิญญาทั้งสองขั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงเอาอภัญญาทั้งสองขั้นนั้นมาเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนา กำาหนดรู้รูปนามที่ เ กิ ด ในอดี ต จนถึ ง ปั จ จุ บั น และเห็ น ความเป็ น จริ ง่ ข องรู ป นามตั้ ง แต่ อ ดี ตจนถึงปัจจุบันมีแต่ทุกข์ทั้งสิ้น เพราะการเวียนว่ายตายเกิดมีเพราะมีรูปนามก็ทรงหาว่าการเวียนว่ายตายเกิดมาจากอะไร ก็ตามหลักปฏิจจสมุปบาทที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงคันพบปัจจัยของชีวิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจนเห็ น ความเ ป็ น จริ ง ข อ งน ามรู ป แล้ ว ว่ า นามรู ป นี้ ไ ม่ เ ที่ ย งผั น แ ป รเปลี่ยนแปลง นามรูปนี้เป็นทุกข์ บังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เกิดแล้วต้องผันแปรเปลี่ยนแปลง มีแต่ทุกข์คือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้บั งคั บ ให้ เที่ย งหรือ ให้สุข ก็ไม่ได้ เห็ นมาตั้ งแต่ อ ดี ต จนถึ งปั จ จุ บันก็ มี ส ภาพอย่างนี้ ปัญญาจึงเกิด เมื่อปัญญาเกิดเห็นนามรูปไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็ฯอนัตตาเช่นนี้ ตัณหาก็ไม่ส ามารถจะเกิ ดได้ ในที่สุ ดเมื่อ ปัญ ญารู้แจ้งแทงตลอดถึงทุกข์ได้ ตัณหาก็ดับ คำาว่าตัณหาดับหรือดับตัณหาได้ก็เรียกได้ว่าเข้าถึงนิโรธ เมื่อเข้าถึงนิโรธได้ จิตที่ทำาหน้าที่เห็นความเป็นจริงของตัณหาและเห็นความเป็นจริงของทุกข์ เมื่อนั้นตัณหาก็ดับ เมื่อตัณหาดับ จิตก็มีนิ พพานเป็ นอารมณ์ และความดั บ ของตั ณ หานั่ นเองคื อ นิ พ พาน เมื่ อ จิ ต มี
  • 6. นิพพานเป็นอารมณ์ได้ มรรคจิตก็เกิดและจะประหารทิฏฐิคตสัมประยุตต์ในโลภมูลจิต ประหารทิฏฐิคตวิปปยุตในโลภมูลจิต ประหารโมหสัมประยุตต์ได้หมด ความสำาเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ได้เกิดขึ้น ทรงรู้แจ้งในข่ายพระญาณว่าทุกข์เป็นกิจที่ควรรู้ เราได้รู้แล้ว สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นกิจที่ควรละเราได้ประหารแล้ว นิโรธคือความดับทุกข์ เป็นกิจที่ควรทำาให้แจ้ง เราก็ได้ทำา ให้แจ้งแล้ว มรรคคือหนทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์เป็นกิจที่ควรเจริญ เราก็ได้เจริญแล้ว ความเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดได้บังเกิดขึ้นแก่เราแล้วการเปล่งอุทานว่า เราได้เป็นผู้ที่ถึงแล้ว เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงได้เกิดขึ้นแก่พระองค์ จึงพอสรุปที่มาของอริยสัจ ๔ ได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำาเพ็ญเพียรทางจิต เจริญสมถกรรมฐานด้วยอานาปานสติจนกระทั่งได้ปัญจมฌานและทรงเจริญปัญจมฌานจนได้อรูปฌาน ๔ ต่อจากนั้นอภิญญาจิตก็เกิดอภิญญาจิตเกิดในปฐมยาม เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณที่สองเกิดขึ้นในมัชฌิมยาม เรียกว่าจุตูปปาตญาณ และญาณที่สามคือปัฉิมยามเรียกว่าอาสวักขยญาณ การที่ทรงได้อาสวักขยญาณคือปัญญาที่หยั่งรู้แจ้งว่า ทุกข์เราได้รู้แล้ว สมุทัยเราได้ประหารแล้ว นิโรธเราได้ทำาให้แจ้งแล้วมรรคเราได้เจริญแล้ว กิจที่จะต้องทำาต่อไปไม่มีอีกแล้ว ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว นี้คือทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า จะเห็นได้ ว่ า พระองค์ สำา เร็ จ เป็ น พระพุ ท ธเจ้ าด้ ว ยวิ ปั ส สนา คื อ จากปฐมฌานถึ งปัญจมฌาน จากปัญจมฌานถึงอรูปฌานเป็นสมถะ หลังจากนั้นอภิญญาจิตก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลของสมถะ อภิญญาจิตที่เป็นผลของสมถะนี้คือ ปุพเพนิวาสานุ ส สติ ญ าณ และจุ ตู ป ปาตญาณ ส่ ว นอาสวั ก ขยญาณได้ จ ากการกำาหนดรู้นามรูป เห็นนามรูปในอดีตชาติทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ก็อยู่ในฐานะอย่างเดียวกัน คือเห็นนามรูปไม่เที่ยง เป็นฯทุกข์ผันแปรเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เป็นอนัตตาคือบังคับบัญชาอะไรก็ไม่ได้ ตรงนี้เองคือวิปัสสนา และวิปัสสนาต้องมีนามรูปเป็นอารมณ์ จึงจะเห็นนามรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะมีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้ น พร ะ พุ ท ธ เ จ้ าจึ ง ต รั ส รู้ ด้ ว ยวิ ปัส สนาญาณ และญาณที่เกิด จากวิ ปัส สนานี้ เ รี ย กว่ า อ า ส วั ก ข ย ญ า ณและการตรัสรู้ของพระองค์นี้ก็คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ จึงทำาให้พระองค์เป็นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้คือประวัติที่มาของอริยสัจ ๔ ความหมายของอริยสัจ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านแสดงอริยสัจโดยพิสดาร อริยสัจ ๔ คือ ๑. ทุกข์ ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ ๒. สมุทัย เหตุเกิดแห่งทุกข์ คือตัณหา ๓. นิโรธ ความดับทุกข์
  • 7. ๔. มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ธรรม ๔ ประการนี้ที่ชื่อว่า อริยสัจ เพราะมีความหมาย ๔ ประการคือ 1. เพราะพระอริยเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นต้นแทงตลอด 2. เพราะเป็นของจริงสำาหรับพระอริยเจ้า 3. เพราะทำาให้ผู้แทงตลอดสำาเร็จเป็นพระอริยเจ้า 4. เพราะเป็นของจริงอันประเสริฐ พระธรรมปิฎก ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ได้ให้ความหมายของคำาว่า“อริยสัจ” คือ ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำาให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ : ARIYASACCA :THE FOUR NOBLETRUTHS 1. ทุกข์ ( ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพราก- จากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ – DUKKHA : SUFFERING; UNSATISFACTORINESS ) 2. ทุกขสมุทัย ( เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา -- DUKKHA –SAMUDAYA : THE CAUSE OFSUFFERING ; ORIGIN OF SUFFERING ) 3. ทุกขนิโรธ ( ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่ เข้าถึงเมื่อกำาจัดอวิชชา สำารอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน – DUKKHA – NIRODHA : THE CESSATION OF SUFFERING ;EXTINCTION OF SUFFERING ) 4. ทุ กขนิโ รธคามินี ป ฏิ ปทา ( ปฏิ ป ทาที่ นำา ไปสู่ ค วามดั บ แห่ ง ทุ ก ข์ , ข้ อ ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฎฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา -- DUKKHA – NIRODHA : THE PATH LEADING TO THE CESSATION OF SUFFERING ) ฉะนั้ น ความหมายของอริ ย จั จ ตามที่ ย กมา คงจะพอมองเห็ น และ เข้าใจได้ว่า อริยสัจ ๔ คืออะไร ก็คือ
  • 8. ความจริงอันประเสริฐ ความจริงอันประเสริฐ ชื่อว่าอริยสัจ และหมายถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เท่านั้นอย่างอื่นไม่ถือว่าเป็นความจริงอันประเสริฐ คือ ๑. ธรรมที่เป้นความจริงของพระอริยบุคคลทั้งหลายชื่อว่าอริยสัจ มีบาลีว่า อริยานิ ตถานิ สจฺจานิ อริยสจฺจานิ แปลว่า สัจจะทั้ง ๔ ที่เป้นความจริงอันประเสริฐนั่นแหละ ชื่อว่า อริยสัจ 2. อริย านำ สจฺจ านิ อริย สจฺ จ านิ แปลว่ า ธรรมที่ เป็ นความจริ ง ของ พระอริยบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่า อริยสัจ สรุปความหมายของอริยสัจก็คือ เป้นของจริงแท้ที่ไม่แปลผัน สิ่งที่ไม่ กลับกลอกผันแปรไป สิ่งนั้นชื่อว่าประเสริฐ, ของจริงที่เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้แจ้งประจักษ์นั้นเป็นผู้ประเสริฐคือเป็นพระอริยบุคคล, และเป็นของจริงที่พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ประจักษ์ในอริยสัจ ๔โดยมรรคญาณ เมื่ อ ทราบความหมายแล้ ว มาทำา ความเข้ า ใจต่ อ ว่ า ความจริ ง อั นประเสริฐนั้นคืออะไร เพราะความเป็นจริงที่ประเสริฐก็มี ความเป็นจริงที่ไม่ประเสริฐก็มี ต้องทำาคามเข้าใจให้ได้วา ความจริงที่ประเสริฐมี ๔ อย่างนอกจากนั้น เป็นความจริงที่ไม่ประเสริฐเลย ดังนั้น เมื่อจะหาความจริงอันประเสริ ฐ เราก็ ต้ อ งหาได้ จ ากอริ ย สั จ ๔ เท่ า นั้ น จึ ง จะได้ ชื่ อ ว่ า รู้ สิ่ ง ที่ประเสริฐ เข้าถึงสิ่งที่ประเสริฐ ได้สิ่งที่ประเสริฐ ถ้ า ไม่ เ คยนึ ก คิ ด มาก่ อ นว่าสิ่งที่ประเสริฐที่พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่าประเสริฐนั้นก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อาจจะตะลึ ง โดยไม่ เ คยคาดคิ ด มาก่ อ นว่ า ทุ ก ข์ นั่ น หรื อ คื อ สิ่ ง ที่ประเสริฐ สมุทัยนั่นหรือ คือสิ่งที่ประเสริฐรู้ สึ ก ว่ า มี นำ้า หนั ก เบาไป รู้ สึ ก จะไม่ เ ห็ น ด้ ว ย แต่ ถ้ า กล่ า วว่ า นิ โ รธ หรื อมรรค เป็นสิ่งที่ประเสริฐ รู้สึกจะว่าจะมีนำ้าหนักดีฟังแล้วเห็นด้วย แ ต่ ข อให้ทำาความเข้าใจให้ได้ว่า นี้คือพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ประเสริฐ สมุทัยก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ นิโรธก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐมรรคก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ความเข้าใจของคนสามัญทั่วไปอาจจะทวนกระแสนี้ ซึ่งทุกข์เราก็ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ ไม่อยากพบเจอ และไม่อยากเห็นด้วย เพราะโดยทั่วไปคนเราไม่ค่อยคิดไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้เลยแต่ถ้าคนเรามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้แล้ว จะเกิดประโยชน์อย่างมากทีเดียว ถ้าไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ประโยชน์ก็จะไม่เกิดเลย จึงอยากให้มีความเข้าใจในสิ่งที่ประเสริฐเหล่านี้บ้าง แต่จะขยายความเฉพาะอริยสัจเพียงข้อแรกเท่านั้นคือเนื้อความของทุกข์
  • 9. เนื้อความของ “ทุกข์”ในอริยสัจ เนื้อความของ ”ทุกข์” ที่รู้จักและพอจะคุ้นเคย ก็คือทุกข์ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ ใ นธรรมจั ก รกั ป ปวั ต นสู ต รและรั ช กาลที่ ๔ ตั ด เอาเน้ อ ความจากธรรมจักรมาไว้ในบทสวดมนต์ทำาวัตรเช้า – เย็น ดังนี้ สภาวะทุกข์ พระบาลีพุทธวจนะ คำาแปล อิทำ โข ปน ภิกฺขเว ดู ก รภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย นี่แ ห ล ะ ทุกฺขำ อริยสจฺจำ ทุกข์อย่างแท้จริง คือ : ชาติปิ ทุกฺขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ชราปิ ทุกฺขา แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ มรณมฺปิ ทุกฺขำ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ปกิณณกทุกข์ - โสก ความเศร้าโศก, ความแห้งใจ - ปริเทว ความรำ่าไรรำาพัน, ความครำ่าครวญ - ทุกฺข ความไม่สบายกาย - โทมนสฺส - ความไม่สบายใจ - อุปายาสาปิ ทุกฺขา ความคับแค้นใจ, ก็เป็นทุกข์ - อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ความประสบสิ่ ง ไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ - ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ความพลั ด พรากจากสิ่ ง เป็ นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ - ยมฺปิจฺฉำ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขำ มี ค วามปรารถนาสิ่ ง ในไม่ได้สิ่งนั้น นั้นก็เป็นทุกข์ ทุกข์โดยสรุป สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทา นกฺขนฺธา ทุกฺขา ว่ า โ ด ย ย่ ออุ ป า ท า น ขั น ธ์ ทั้ ง ๕ เ ป็ น ตั ว ทุ ก ข์นี้คือทุกข์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ แต่ถ้าอ่านเพียงเท่านี้ ก็อาจจะไม่เข้าใจทุกข์ได้ เพราเนื้อความของทุกข์จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ ก็ลองมาทำาความเข้าใจต่อไป ทีนี้มาทำาความเข้าใจอีกว่า ทุกข์ที่ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐนั้น ถ้าหากใครไปดูไปรู้ไปเห็นทุกข์ ได้ชื่อว่าประเสริฐ คือใครรู้ทุกข์แล้ว ผู้นั้นจะได้เป็นพระอริยะ ผุ้นั้นจะเป็นผู้หมดจดจากกิเลสได้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าประเสริฐอีกหรือ รู้เงินรู้ทองรู้วิธีการทำาเงินทำาทอง รู้วิธีการทำาการเกษตรการผลิต รู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ
  • 10. เป็นต้ น รู้เรื่อ งต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด ไม่ ถือ ว่าประเสริ ฐ แต่ถ้ารู้ ว่าทุ กข์ คืออะไร อะไรคือทุกข์ ได้ชื่อว่ารู้ในสิ่งที่ประเสริฐแล้ว จึงควรทำา ความเข้าใจให้ได้ว่า ทุกข์ที่เป็นอริยสัจนั้นคืออะไร และการเข้าไปรู้ทุกข์ก็ได้ชื่อว่ารู้ในสิ่งที่ประเสริฐ ฉะนั้น ทุกข์จึงเป้นอริยสัจ สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ การรุ้สมุทัยและละสมุทัย ทำาให้สมุทัยนั้นดับโดยไม่ให้สมุทัยเกิดอีกต่อไปการรู้ทุกข์ และดับสมุทัยตามกิจของอริสัจได้ ก็เป็นเหตุให้เข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้ เพราะฉะนั้นทุกข์กับสมุทัยก็เป็นต้ นเหตุให้เข้าถึงคามเป้นพระอริยบุคคลได้ สิ่งที่ประเสริฐนั้น ไม่ใช่สุข แ
  • Similar documents
    We Need Your Support
    Thank you for visiting our website and your interest in our free products and services. We are nonprofit website to share and download documents. To the running of this website, we need your help to support us.

    Thanks to everyone for your continued support.

    No, Thanks